แมวไล่จับหนูเกี่ยวอะไรกับการล้มละลายของ Kodak กัน


เชื่อว่าทุกคนคงเกิดมาดูการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่าง Tom & Jerry ทัน ข้อคิดข้อเดียวที่ผมได้จาก Tom & Jerry ก็คือ… การ์ตูนเรื่องนี้ สอนให้ผมรู้ว่า… แมวกับหนูไม่ถูกกัน

แมวผู้ไล่ล่า กับ หนูผู้ถูกล่า

ทีนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองสังเกตเวลาแมวไล่จับหนูดู ทุกครั้งที่แมวมันวิ่งไล่จับหนู มันจะปล่อยให้หนูมีทางหนีเสมอ

เพราะอะไรกัน? แมวมันโง่รึไงนะ? อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะจับหนูได้?

เปล่าหรอกครับ แมวไม่ได้โง่หรอกครับ แมวแค่กลัวเจ็บตัวแค่นั้นแหละครับ ลองนึกภาพตามผมดูนะครับ เมื่อแมวเกิดต้อนหนูจนจนมุมสักตัว คำถามก็คือ ถ้าคุณเป็นหนูตัวนั้น คุณจะทำอย่างไร?

หมดสิ้นทางหนีแล้วนี่ … ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ครับ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ซัดแม่งเลย!

ใช่ครับ หนูมันก็จะตอบโต้เพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอดให้ได้

ใช่ครับ แมวอาจจะเจ็บตัว มากน้อยไปตาม Damage ที่ได้รับ แมวตัวไหนโชคดีหน่อยก็โดนแค่รอยกัดเบาๆ แต่ถ้าตัวไหนโชคร้าย อาจถึงขั้นตาบอดก็เป็นได้

———————————————————————-

ทีนี้ลองเปลี่ยนตัวละครและการกระทำดูบ้าง

เปลี่ยนแมวให้เป็นเป็น Kodak บริษัทฟิล์มยักษ์ใหญ่จากอเมริกาในปี 1995 ในขณะนั้น Kodak ครองตลาดเป็นอันดับที่ 1 อยู่ที่ 44% และเปลี่ยนหนูให้เป็น Fujifilm บริษัทฟิล์มแดนอาทิตย์อุทัย ในปีเดียวกัน ในขณะนั้น Fujifilm ครองตลาดเป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 33%

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัท CostCo ซึ่งเป็นบริษัทร้านค้าปลีกรายใหญ่ได้ทำสัญญาเป็น Exclusive Partner กับ Kodak และยกเลิกการขาย Fujifilm ทั้งหมดออกจากร้าน ทำให้ฟิล์มของ Fujifilm เกิดค้างสต๊อกกว่า 2.5 ล้านม้วน เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ ก็เหมือนกับแมวที่ไล่จับหนูจนจนตรอกอย่างเห็นได้ชัด

ทีนี้ เจ้าหนู Fujifilm ผู้หมดหนทางหนี ก็ตัดสินใจสวนกลับโดยการลดราคาฟิล์มของตัวเองลง 15% และบางรุ่นเหลือเพียงครึ่งเดียวของฟิล์มเจ้าแมว Kodak เป็นการทำสงครามราคาขั้นเด็ดขาดแบบ เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้ก็เหมือนกับการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของเจ้าหนูผู้ไร้ทางหนีแล้ว

ปรากฏว่า ได้ผลครับ ยอดขาย Fujifilm ดีขึ้นทันตาเห็น และจากวิกฤตพลิกกลายเป็นโอกาส Fujifilm กลับกลายมาเป็นเจ้าตลาดครองตลาดฟิล์มไป 60% และในท้ายที่สุด กลายมาเป็นเจ้าตลาดอย่างถาวร ในขณะที่ Kodak ที่ตอนแรกไม่ยอมลดราคาสู้ตั้งแต่แรก กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว Kodak ทรุดอย่างหนักจนถึงขั้นต้องปลดพนักงานออกกว่า 19000 คน

และยิ่งเมื่อกล้องดิจิตอลเข้ามาแทนที่กล้องฟิล์มแล้ว Kodak ก็ยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในต้นปี 2012 Kodak ก็ได้ประกาศล้มละลายในที่สุด

———————————————————————-

ทั้งสองเหตุการณ์นี้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกม (Game Theory) ครับ

สิ่งสำคัญที่สุดของทฤษฎีเกม ก็คือ อย่าตัดสินใจจากกลยุทธ์ของตนเองเพียงฝ่ายเดียว แต่ให้ใส่ใจกลยุทธ์ตอบโต้ของฝ่ายตรงข้ามเมื่อเราใช้กลยุทธ์ที่เราต้องการด้วย

เพราะบางครั้ง กลยุทธ์การทำให้คู่ต่อสู้จนมุมก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีทางธุรกิจครับ เพราะมันจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามตอบโต้คุณด้วยกลยุทธ์ที่หนักหน่วงจนทำให้คุณตายได้เลยทีเดียว สู้ปล่อยให้เขามีที่ให้หายใจเล็กๆในตลาดยังจะดีกว่า

ถ้าแมวปล่อยให้หนูมีทางหนีต่อ แมวอาจจะเหนื่อยขึ้นอีกนิดหน่อย แต่แมวก็ไม่ต้องมาเสี่ยงเจ็บตัวก็เป็นได้นะครับ

———————————————————————-

References:

“โกดัก” ความทรงจำที่ใกล้จะลบเลือนหาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: