Dream Attack – มหกรรม สกรัมฝัน | วิชัย


cover

Dream Attack – มหกรรม สกรัมฝัน | วิชัย (168 หน้า)

ภาคต่อของ “Dream Crusher – ภารกิจยุติฝัน” หลังจากบดขยี้ความฝันชาวบ้านทิ้งมาเล่มนึงแล้ว ไม่พอ ไม่จบ มีภาคต่อ บดขยี้มันลงไปอีก เอาให้เละ เอาให้เละ นี่แม่งกะไม่ให้กูฝันอะไรแล้วสินะ (ปิดประตูห้อง กอดหมอน กัดผ้าห่ม ร้องไห้รัวๆ)

หนังสือเล่มนี้ (และเล่มก่อนหน้านี้ด้วย) มีเป้าหมายเพื่อทำให้นักฝันโลกสวยได้รู้ว่า ก่อนที่คนจะประสบความสำเร็จ ได้ไปสัมภาษณ์บนเวที นิตยสาร รายการทีวีหล่อๆสวยๆได้นั้น มันต้องผ่านอะไรมาก่อนบ้าง ต้นทุนที่แลกไปต่างๆนานา หยาดเหงื่อ หนังหน้า ตีนกา ริ้วรอย บลาๆๆๆ กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

รูปแบบยังเหมือนเดิม ไปสัมภาษณ์แนวร่วมขยี้ฝันในวงการต่างๆ ถอดเทป เรียบเรียง แล้วก็เอามาเขียนเป็นหนังสือให้อ่านกัน
และคนที่ถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้น เขาคือ “วิชัย” … ซากอ้อยสัสๆ

ความคิดเห็นส่วนตัว

คล้ายๆแรกเล่มแหละ อ่านเพลินๆ และสอนให้ได้รู้ว่าแต่ละความฝันน่ะ มันมีต้นทุนอะไรบ้าง ความซากอ้อยอะไรบ้าง…

จะได้เลิกฝันซะนะ โถ…โลกทุนนิยม

(แต่สั้นจัง และดีกรีความซากอ้อยยังเบาๆ ไม่เท่าเล่มอื่นๆ)

ปล.

บทสุดท้ายแม่งทำลายฝันสัสๆ โดยเฉพาะไอ้ตอนโซเดมาคอมนั่นน่ะ!

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Minimore

A Mind for Numbers – How to Excel at Math and Science | Barbara Oakley, Ph.D.


2014-10-27 17.07.28

A Mind for Numbers – How to Excel at Math and Science | Barbara Oakley, Ph.D. (262 หน้า เมื่อตัดส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อหาของหนังสือออกไป)

เหมือนจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับตัวเลขหรืออะไรแบบวิทย์ๆ แต่จริงๆแล้วเป็นหนังสือแนะนำวิธีการเรียนวิชาที่ใช้การคิดเป็นเหตุผลเป็นผลอย่างคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปคร่าวๆ

  • สมองคนเราจะแบ่งการกระบวนการคิดออกเป็น 2 ประเภท คือ Focused Mode และ Diffuse Mode โดย Focused Mode คือเวลาที่เราเพ่งสมาธิไปที่การแก้โจทย์อย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อสมองรู้สึกว่าถึงทางตัน (ภาวะ Einstellburg) เราควรดึงตัวเองถอยออกมาจากโจทย์แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเพื่อให้สมองไม่ยึดติดกับความคิดที่ตันๆอยู่ เช่น เล่นเน็ต ออกกำลังกาย แล้วลองกลับมาดูโจทย์ใหม่อีกครั้ง ลองมองในภาพกว้าง อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆหรือเข้าใจอะไรได้มากขึ้น อันนี้คือ Diffuse Mode
  • การอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำไม่ใช่วิธีที่ดีเลย ค่อยๆอ่านวันละนิด ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำๆ ติดต่อกันหลายวัน สมองจะได้ใช้ทั้ง 2 Mode ทำให้เรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
  • ระบบความจำแบ่งเป็น Working Memory กับ Long-Term Memory ในช่วงแรกการเรียนรู้ใหม่ๆ สมองจะใช้ Working Memory เป็นหลักในการประมวลข้อมูลที่เข้ามา ซึ่งมันจะมั่วไปหมด ต้องให้สมองใช้ Diffuse Mode บ้างเพื่อค่อยๆจัดระเบียบข้อมูลใหม่ให้เป็นก้อนเดียวกัน และเมื่อเราทบทวนย้ำซ้ำๆๆๆ ข้อมูลจาก Working Memory ก็จะถูกโอนย้ายไปที่ Long-Term Memory
  • Sleep is a CRITICAL PART of the learning process!
  • Chunking: การจะทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้นั้น เราควรจะแบ่งออกเป็นก้อนๆ (Chunk) แล้วทำความเข้าใจในแต่ละก้อน และขมวดเข้าเป็นก้อนเดียวกัน จากนั้นจึงเพิ่มข้อมูลก้อนใหม่ๆเข้าไป แล้วขมวดเข้ากับก้อนแรกนั้นไปเรื่อยๆ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ใหญ่ๆ ถ้าค่อยๆไล่ต่อไปทีละตัวๆ มันจะปวดหัวกว่าการพยายามจับกลุ่มจิ๊กซอว์ ต่อเป็นแผงย่อยๆก่อนแล้วนำมาประกอบกันเป็นแผงที่ใหญ่ขึ้น แล้วประกอบแผงย่อยอื่นๆใหม่ นำไปต่อกับแผงหลักของเราอีกครั้ง
  • หากติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง (Procastination) ลองตั้ง Timer ไว้ 25 นาที แล้วอ่านหนังสือ พอครบ 25 นาทีก็ให้รางวัลตัวเองซะนะ (พูดง่ายแต่ทำยากชิบหาย)
  • ระหว่างการเรียนรู้ คุณต้องจัดการตัวเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งรบกวนน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ พวกมือถือแท็บเล็ต ก็โยนออกไปให้ห่างๆตัวซะนะ และก็ พยายามฝึกฝนให้ตัวเองไม่สนใจต่อเสียงรอบข้างระหว่างการเรียนรู้
  • เทคนิคเกี่ยวกับความจำ การใช้คำอุปมา (เช่น ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง – อักษรกลาง) การผูกเรื่องราวให้เข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว การวาดภาพในหัว ช่วยให้จดจำได้ดีขึ้น
  • อ่านซ้ำซ้ำซ้ำซ้ำๆๆๆๆๆ จะทำให้คุณจดจำได้ดีขึ้น แต่ถ้าหากไม่ซ้ำ บางทีมันจะหายไปจากหัวเฉยๆโดยที่ไม่รู้ตัว มันเหมือนกับการฝนดินสอ ต้องฝนซ้ำๆให้เข้มๆมันจึงจะอย่ติดนา
  • ท่องออกมาเป็นเสียง หรือเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ ดีกว่าการท่องจำในใจ
  • เรียนเป็นกลุ่ม พูดคุยถกเถียงกับคนอื่นเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้อง และจะยิ่งดีถ้าคุณสอนคนอื่นและตอบคำถามที่คนอื่นสงสัยได้
  • การเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน (Multitasking) ทำให้คุณเรียนรู้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • ถึงแม้จะเตรียมตัวก่อนสอบดีเพียงไหน แต่ถ้านอนไม่พอ สมองก็จะไม่สามารถดึงสิ่งความรู้ออกมาได้เต็มประสิทธิภาพ

ความคิดเห็นส่วนตัว

ก็โอเคนะ หนังสือให้ไอเดียการจัดการข้อมูลในสมองที่เป็นระบบและดูเอาไปใช้ได้จริง หนังสือก็อ่านง่ายกว่าที่คิดมากเลยอ่านได้เร็ว และอ่านจบ! เป็นหนังสือภาษาอังกฤษไม่กี่เล่มที่อ่านจบ…

ปล.

นี่คือการทบทวนสิ่งที่ได้จากการอ่านมา การทบทวนแบบนี้เป็นการจัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับที่ดีวิธีหนึ่งเช่นกัน…

The Real Alaska – อลาสก้าล้านเปอร์เซ็นต์ | ธนชาติ ศิริภันทรชัย


cover

The Real Alaska – อลาสก้าล้านเปอร์เซ็นต์ | ธนชาติ ศิริภันทรชัย (272 หน้า)

หนังสือเล่มที่สองของนักเขียนหนุ่ม เจ้าของผลงาน “New York 1st Time” ที่โด่งดังเพราะคลิปประกอบหนังสือ “Bangkok 1st Time” โดยลุงจอห์น จอห์น จอห์น จอห์นจอห์นจอห์นจอห์นจอห์นๆๆๆๆๆๆ

ห๊ะ!? อะไรนะ!? พ่อลุงเขาไม่ได้ชื่อจอห์น! … เรียกลุงเนลสันก็ด้ะ

เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมหยิบจ่ายเงินในงานหนังสือ และเป็นเล่มแรกเช่นเดียวกันที่หยิบจากกองหนังสือที่ซื้อในงานหนังสือล่าสุดขึ้นมาอ่าน

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกการเดินทางของหนุ่มไทยแว่นหนาเต่ะกับสาวเกาหลีตัวติสที่หลบหนีความวุ่นวายในกรุงนิวยอร์กไปฝ่าฟันทริปหฤโหด ณ ดินแดนเย็นยะเยือกด้วยกันสองต่อสอง ดราม่าเข้มข้น ซีนดัม-มะ-ชา-ติก็สวยเห้ๆ แถมซีนอารมณ์มาเต็มจริง ทั้งสนุกหฤหรรษ์ ผจญภัยแอดเวนเจอร์ แอ็คชั่นหนีตาย มิตรภาพน้ำตาซึม อกหักรักคุด ความรักที่ไม่สมหวัง ฯลฯ

คืออารมณ์มันช่างหลากหลายเสียจนทำให้เมื่อผมอ่านจบ (ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน) ก็ปิดหนังสือลงเบาๆ ครุ่นคิดในใจสงบๆ น้ำตาซึมๆ พร้อมกับอุทานในใจเบาๆว่า…

“ไอ้สัสเบ๊นนนนนนน!!!”
มึงหลอกกูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ขอย้ำ ตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ตั้งแต่หน้าปก, Preface ยันบทสุดท้ายของหนังสือ เพ้อเจ้อสัสๆ! แม่งทำเป็นเท่นะ! กวนตีนเห้ๆ พ่องงงงง แม่งงงงงเอ๊ยยยยยย!

ความคิดเห็นส่วนตัว

สนุกเพลินๆแบบสัสๆ!

อ่านแล้วทำให้อยากจะไปหยิบเป้เก็บข้าวแพ็คของบินไปอลาสก้าซะเดี๋ยวนี้เลย…

คือ เมืองไทยแม่งร้อนสัสๆ และกูตอนนี้โคตรอยากเที่ยวไง!!!

 

โอเคๆ เขียนดีๆล่ะ

อลาสก้าเป็นรัฐสงบๆ มีจำนวนภูเขามากกว่าจำนวนมนุษย์ มีทุ่งหญ้าตัดกับลานหิมะ ดวงอาทิตย์ทำงานเกือบตลอด 24 ชม. มี Glacier (อ่านว่า เกล-เชอร์ แบบกระแดะๆจะได้อารมณ์เป็นพิเศษ) มี Iceberg (ขนาดตั้งแต่ก้อนเล็กเท่ารถยันก้อนใหญ่เท่าอิมแพ็คอารีนาเมืองทองธานี) มีวัดไทยแทบทุกๆเมือง

อลาสก้ามีเสน่ห์ในตัวของมัน มีความฮิปปี้ มีความชิคๆเกร๋ๆ ช่างน่าค้นหา และมันจะสนุกยิ่งขึ้นถ้าวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง ไม่ไปกับทัวร์ และไม่ได้วางแผนที่จะไปเพียงเพื่อเก็บแลนด์มาร์คต่างๆ…

เพราะอลาสก้ามีมากกว่านั้นมากมายนัก

บางที การได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่เคยเห็น มันช่างน่าอิจฉาชะมัด

อ่านแล้วทำให้อยากจะไปหยิบเป้เก็บข้าวแพ็คของบินไปอลาสก้าซะเดี๋ยวนี้เลย…

สรุป

อ่านเหอะ เชียร์จริงๆ! ยืมกูอ่านก็ได้ เอ้า!

ปล.

  1. อลาสก้าแม่งสวยสัสๆสวยเห้ๆ!
  2. คุณเบ๊นและคุณจองอาถ่ายรูปสวยดี โดยเฉพาะการจัดองค์ประกอบ ผมชอบมาก (อาจเป็นเพราะ อลาสก้า อะไรๆแม่งก็ขึ้นกล้องหมดแบบที่คุณเบ๊นบอกในหนังสือก็ได้)

(ขอบคุณภาพประกอบจาก Minimore)

Bank Run – ภาวะลูกค้าแห่กันไปถอนเงินออกจากธนาคาร


การที่คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารใดธนาคารหนึ่ง (Bank run) สาเหตุหลักก็คือ ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นที่จะนำเงินไปฝากธนาคารนั้น ไม่ว่าจะด้วยการที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของธนาคารที่ไม่โปร่งใส (Moral Hazard), การประพฤติโดยมิชอบของผู้บริหารธนาคาร (Agency Problem), การเล็งเห็นถึงความเสี่ยงจากการฝากเงินที่ธนาคารนั้นๆไม่คุ้นค่ากับผลตอบแทนที่จะได้รับ (High risk, high returns) หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ โดยเมื่อเริ่มต้นอาจเป็นเพียงกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็กๆซึ่งอาจไม่มีผลกระทบต่อธนาคารมากนัก

แต่หากความวิตกเหล่านี้ลุกลามไปเรื่อยๆ ลูกค้าก็จะแห่มาถอนเงินออกจากธนาคารกันมากขึ้นๆ จนกระทั่งสินทรัพย์สภาพคล่องสูง (หลักๆคือเงินสด) ลดลงจนหมดธนาคาร หากยังไม่สามารถหยุดยั้งความวิตกของลูกค้าที่แห่กันมาถอนเงินออกจากธนาคารได้ ธนาคารก็ต้องพยายามหาเงินสดมาทดแทนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้ได้ในที่สุด

ในระยะสั้น ธนาคารจะใช้วิธีการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารเพื่อรักษาสภาพคล่องที่อัตราคอกเบี้ยให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร (Interbank rate) (มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 วัน (Overnight Rate) ถึง 6 เดือน) ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก

ในระยะยาว ธนาคารต้องดึงลูกค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาให้ได้ โดยอาจจะเป็นการรับประกันเงินฝาก (Deposit insurance) เพื่อลดแรงจูงใจของลูกค้าในการถอนเงิน, การเชิญชวนให้มาฝากเงินโดยให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารอื่น, การชี้แจงของผู้บริหารเพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น การกระทำของผู้บริหารธนาคารต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

แต่หากวิธีการข้างต้นไม่ได้ผล ธนาคารอาจต้องขายสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำในราคาที่ขาดทุนเพื่อหาเงินสดเข้ามาหมุนเวียนภายในธนาคาร, หรือวิธีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นก็คือ ธนาคารที่มีปัญหานั้นกู้เงินจากธนาคารกลางของประเทศในฐานะแหล่งเงินกู้แหล่งสุดท้าย (Lender of the last resort) ไม่เช่นนั้น ธนาคารก็จะล้มลายไป

และหากธนาคารใดล้มละลายไป จะส่งผลกระทบไปยังธนาคารอื่นๆเป็นทอดๆไปในฐานะเจ้าหนี้/ลูกหนี้

———————————————————————————–

เรียบเรียงจากความรู้ส่วนตัวอันน้อยนิด, ข้อมูลจากธนาคารกลางแห่งประเทศไทย และ ข้อมูลจาก Wikipedia
http://www2.bot.or.th/statistics/Download/FM_RT_001_TH.PDF
http://en.wikipedia.org/wiki/Bank_run
http://en.wikipedia.org/wiki/Interbank_lending_market

แมวไล่จับหนูเกี่ยวอะไรกับการล้มละลายของ Kodak กัน


เชื่อว่าทุกคนคงเกิดมาดูการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่าง Tom & Jerry ทัน ข้อคิดข้อเดียวที่ผมได้จาก Tom & Jerry ก็คือ… การ์ตูนเรื่องนี้ สอนให้ผมรู้ว่า… แมวกับหนูไม่ถูกกัน

แมวผู้ไล่ล่า กับ หนูผู้ถูกล่า

ทีนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองสังเกตเวลาแมวไล่จับหนูดู ทุกครั้งที่แมวมันวิ่งไล่จับหนู มันจะปล่อยให้หนูมีทางหนีเสมอ

เพราะอะไรกัน? แมวมันโง่รึไงนะ? อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะจับหนูได้?

เปล่าหรอกครับ แมวไม่ได้โง่หรอกครับ แมวแค่กลัวเจ็บตัวแค่นั้นแหละครับ ลองนึกภาพตามผมดูนะครับ เมื่อแมวเกิดต้อนหนูจนจนมุมสักตัว คำถามก็คือ ถ้าคุณเป็นหนูตัวนั้น คุณจะทำอย่างไร?

หมดสิ้นทางหนีแล้วนี่ … ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ครับ เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ซัดแม่งเลย!

ใช่ครับ หนูมันก็จะตอบโต้เพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอดให้ได้

ใช่ครับ แมวอาจจะเจ็บตัว มากน้อยไปตาม Damage ที่ได้รับ แมวตัวไหนโชคดีหน่อยก็โดนแค่รอยกัดเบาๆ แต่ถ้าตัวไหนโชคร้าย อาจถึงขั้นตาบอดก็เป็นได้

———————————————————————-

ทีนี้ลองเปลี่ยนตัวละครและการกระทำดูบ้าง

เปลี่ยนแมวให้เป็นเป็น Kodak บริษัทฟิล์มยักษ์ใหญ่จากอเมริกาในปี 1995 ในขณะนั้น Kodak ครองตลาดเป็นอันดับที่ 1 อยู่ที่ 44% และเปลี่ยนหนูให้เป็น Fujifilm บริษัทฟิล์มแดนอาทิตย์อุทัย ในปีเดียวกัน ในขณะนั้น Fujifilm ครองตลาดเป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 33%

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัท CostCo ซึ่งเป็นบริษัทร้านค้าปลีกรายใหญ่ได้ทำสัญญาเป็น Exclusive Partner กับ Kodak และยกเลิกการขาย Fujifilm ทั้งหมดออกจากร้าน ทำให้ฟิล์มของ Fujifilm เกิดค้างสต๊อกกว่า 2.5 ล้านม้วน เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้ ก็เหมือนกับแมวที่ไล่จับหนูจนจนตรอกอย่างเห็นได้ชัด

ทีนี้ เจ้าหนู Fujifilm ผู้หมดหนทางหนี ก็ตัดสินใจสวนกลับโดยการลดราคาฟิล์มของตัวเองลง 15% และบางรุ่นเหลือเพียงครึ่งเดียวของฟิล์มเจ้าแมว Kodak เป็นการทำสงครามราคาขั้นเด็ดขาดแบบ เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้ก็เหมือนกับการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของเจ้าหนูผู้ไร้ทางหนีแล้ว

ปรากฏว่า ได้ผลครับ ยอดขาย Fujifilm ดีขึ้นทันตาเห็น และจากวิกฤตพลิกกลายเป็นโอกาส Fujifilm กลับกลายมาเป็นเจ้าตลาดครองตลาดฟิล์มไป 60% และในท้ายที่สุด กลายมาเป็นเจ้าตลาดอย่างถาวร ในขณะที่ Kodak ที่ตอนแรกไม่ยอมลดราคาสู้ตั้งแต่แรก กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว Kodak ทรุดอย่างหนักจนถึงขั้นต้องปลดพนักงานออกกว่า 19000 คน

และยิ่งเมื่อกล้องดิจิตอลเข้ามาแทนที่กล้องฟิล์มแล้ว Kodak ก็ยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนกระทั่งในต้นปี 2012 Kodak ก็ได้ประกาศล้มละลายในที่สุด

———————————————————————-

ทั้งสองเหตุการณ์นี้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกม (Game Theory) ครับ

สิ่งสำคัญที่สุดของทฤษฎีเกม ก็คือ อย่าตัดสินใจจากกลยุทธ์ของตนเองเพียงฝ่ายเดียว แต่ให้ใส่ใจกลยุทธ์ตอบโต้ของฝ่ายตรงข้ามเมื่อเราใช้กลยุทธ์ที่เราต้องการด้วย

เพราะบางครั้ง กลยุทธ์การทำให้คู่ต่อสู้จนมุมก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีทางธุรกิจครับ เพราะมันจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามตอบโต้คุณด้วยกลยุทธ์ที่หนักหน่วงจนทำให้คุณตายได้เลยทีเดียว สู้ปล่อยให้เขามีที่ให้หายใจเล็กๆในตลาดยังจะดีกว่า

ถ้าแมวปล่อยให้หนูมีทางหนีต่อ แมวอาจจะเหนื่อยขึ้นอีกนิดหน่อย แต่แมวก็ไม่ต้องมาเสี่ยงเจ็บตัวก็เป็นได้นะครับ

———————————————————————-

References:

“โกดัก” ความทรงจำที่ใกล้จะลบเลือนหาย

อยากเริ่มทำ…


อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

อยากเริ่มทำเลย

เด็กยิ้ม

หยดน้ำเล็กๆบนใบบัว


อีกนิดเดียว ฉันก็จะกลับไปอยู่ในน้ำอีกครั้ง
แต่ฉัน…กลับทำไม่ได้
แค่เพียงก้่าวเดียว
ก้าวเดียว…เท่านั้น

คงเหมือนกับความรักฉัน
เมื่อฉันรักแล้ว
จะกลับไปรู้สึกอย่างเดิม…คงไม่ได้
แม้จะพยายามสักเท่าไร…ก็ตามแต่

แต่ฉันก็จะรักต่อไป…เพราะแค่ฉันเห็นรอยยิ้มของเขา…ฉันก็มีความสุขแล้ว